วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Land and Properties and Geography

-ที่ดิน(Land) หมายถึง ทรัพยากรที่มีลักษณะทางกายภาพซึ่งแสดงอยู่บนพื้นผิวโลก
-สำหรับมนุษย์ land เป็นที่ใช้ในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่างๆ
 ในเชิงเศรษฐศาสตร์ Land เป็นปัจจัยในการผลิต
land มีอรรถประโยชน์ เช่นใช้ในการปลูกพืช การทำปศุสัตว์ ใช้ทำเหมืองแร่ แมเกระทั้งเปลี่ยนแปลงเป็นอาคารเพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม การค้าขาย การบริการ

ส่วนคำว่า property และ real estate หมายถึง การรวมกันของ land และ building ในพื้นที่หนึ่งๆ property or real estate = LAND + BUILDING
  property magement อาจจะแปลว่า เป็นกิจกรรมใดๆที่นำเอาทรัพยากรที่ดิน(land resources) ไปใช้อย่างมีประโยชน์ โดยมีดังนี้
-การโอนกรรมสิทธิ์จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง (conveyance)
-การประเมินค่า property (valuation)
-การพัฒนา การปรับปรุง การจัดการและการดูแล property
-การสร้างและการติดตามนโยบายการวางแผนการใช้ที่ดิน
-การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  กระบวนการจัดการที่ดินนั้นสามารถทำได้บนฐานของขอบเขตที่ดินย่อยๆไปจนถึงระดับหน่วยจัดการในระดับภูมิภาค
-ขอบเขตย่อย (subdivision) สามารถกำหนดได้จากหลายๆเงื่อนไง เช่น สิทธิ์ในการใช้ประโยชน์หรือกรรมสิทธิ์ ของเขตควบคุมในการวางแผนงานต่างๆหรือนโยบายของรัฐ เป็นต้น
-แปลงที่ดิน(land parcel)เป็นขอบเขตย่อยที่ง่ายต่อการเข้าใจในฐานะที่เป็นหน่วยของที่ดินระดับย่อย ที่การจัดการที่ดินสามารถใช้ในการจัดการทั้งในลักษณะที่เป็นแปลงที่ดินส่วนบุคคลหรือมีเจ้าของเป็นกลุ่ม
-แม้ว่านักอสังหาริมทรัพย์จะพูดถึงlocation อยู่เสมอ แต่โดยความจริงแล้วก็ไม่สามารถวัดค่าหรือจัดการ locationได้จริงๆ
-ภูมิศาสตร์และGISช่วยให้การวัดค่าต่างๆของlocation เป็นจริงแล้วนอกจากนั้น ยังสามารถจัดการlocation ในการตัดสินใจเกี่ยวกับ real estate ได้อีกหลายทาง
-นักประเมินอสังหาริมทรัพย์ใช้GIS ในการประเมินได้ว่าตำแหน่งที่ตั้งมีผลต่อราคาอย่างไร
-นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ใช้GIS ในการจำแนกและสืบค้นข้อมูลการซื้อขาย การเช่า ราคา และรูปแบบของการครอบครองได้
-นักพัฒนาสามารถใช้GIS ในการวิเคราะห์รูปแบบการเจริญเติบโตของเมือง เพื่อจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่จะพัฒนาในอนาคต หรือเพื่อศึกษาในแนวทางการจัดการจราจร หรือด้านสิ่งแวดล้อม
-นักลงทุนใช้GISในการติดตามประสิทธิผลของproperty ในเมือง
-ผู้ปล่อยกู้ใช้GIS ในการติดตามหนี้เก่า ช่วยในการรับประกันเงินกู้รอบใหม่
-นักวิเคราะห์ตลาดใช้GISในการวิเคราะห์ข้อมูลประชากร เพื่อระบุพื้นที่การค้าที่เป็นไปได้ และใช้ในการประเมินรูปแบบการแข่งขันในเชิงพื้นที่
-นายหน้าซื้อขายที่อยู่อาศัยใช้GISในการเปรียบเทียบราคาของบ้านจากบ้านโดยรอบหรือพื้นที่ข้างเคียง
-นักวิเคราะห์สาขาร้านค้าปลีกใช้GIS ในการหาที่ตั้งของร้านใหม่ หรือใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของแหล่งกระจายสินค้า

หน่วยและขนาดของแหล่งตั้งถิ่นฐาน

   ถ้าหน่วยวัด วัดไปตามลักษณะการปกครอง จะได้หน่อยพื้นที่ซึ่งไม่ถูกต้องตามความจริง หน่วยวัดที่มีบทบาทหน้าที่ปรากฏในพื้นที่และสังคม ลักษณะการจัดการทางพื้นที่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบวัฒนธรรม ในเชิงปริมาณ ได้มีการคิดดัชนีชี้วัด เพื่อวิเคราะห์ลีกษณะการจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน

การจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน

  นักภูมิศาสตร์ใช้เพื่อเปรียบเทียบหรือดูอิทธิพลของภูมิประเทศที่มีผลต่อการกระจายของแหล่งตั้งถิ่นฐาน

ความต่อเนื่องของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
 ประชากรเป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับสถานที่ จากประชากรมากสุดไปจนถึงน้อยสุด

1.กฎอันดับ-ขนาด (rank-size rule)
 ความสัมพันธ์ระหว่างขนาด คือจำนวนประชากรของแหล่งตั้งถิ่นฐานและอันดับที่ของสถานที่นั้น เป็นปรากฎการณ์ที่เป็นจริง
-การกระจายแบบอันดับ-ขนาด จะมีลักษณะใกล้เคียงกับ lognormal distribution
-ถ้าแสดงแบบlogทั้ง2ข้างจะได้กราฟเส้นตรง
2.กฎแห่งเอกนคร (Law of primate city)
 เห็นความต่อเนื่องของแหล่งตั้งถิ่นฐาน ส่วนมากไม่ได้เป็นไปตามกฎอันดับ-ขนาด เสมอไปโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน

สรุป
-การกระจายของแหล่งตั้งถิ่นฐานจะเข้าลักษณะกฎอันดับขนาดหรือเอกนครอย่างใดอย่างหนึ่ง
-แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของแหล่งตั้งถิ่นฐานและกลายเป็นแหล่งชุมชนเมือง
-กระจายความเจริญไปยังเมืองข้างเคียง

ศูนย์รวม(Node) คือ ชุมทางหรือจุดรวมบนระบบโครงข่ายการเคลื่อนไหวติดต่อของมนุษย์

รูปแบบการตั้งถิ่นฐานมนุษย์

OUTLINE
-เกณฑ์ที่ใช้กำหนดชุมชนเมืองและชุมชนชนบท
-หน่วยและขนาดของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
-การจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน
-ความต่อเนื่องของแหล่งการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
-อิทธิพลที่มีต่อระบบการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
-สภาพภูมิหลังในกระบวนการพัฒนาการตั้งถิ่นฐาน
-ศูนย์รวมของแหล่งตั้งถิ่นฐานมนุษย์

เกณฑ์ที่ใช้กำหนด
 การกำหนดว่า ชุมชนใดเป็นชุมชนเมือง หรือชุมชนชนบท ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในเชิงทฤษฏี ยังไม่มีข้อยุติอะไรที่เป็นสิ่งที่แบ่งชุมชนทั้งสองออกจากกัน
hamlet คือ กลุ่มอาคาร
village คือ ชนบท
town คือ บริเวณล้อมรอบด้วยกำแพง

 จำนวนประชากรและความหนาแน่นเป็นเกณฑ์เชิงปริมาณ ใช้ตัวเลขในการประมาณแต่ละประเทศใช้เกณฑ์ไม่เหมือนกัน เวลาศึกษาอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาในเชิงเปรียบเทียบ

เกณฑ์ทางด้านการบริหาร
  โดยสากล คือ บริเวณที่เป็นเมืองก็คือ บริเวณชุมชนหนาแน่น พื้นที่ที่เหลือก็จะถูกจัดให้เป็นชนบทไปโดยปริยาย

เกณฑ์ทางด้านบทบาทหน้าที่
-ในประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดขนาดนั้น อาจจะใช้เฉพาะอาชีพเป็นเกณฑ์เพิ่มเติมเท่านั้น
-ในอเมริกามีการเก็บข้อมูลผนวกเอาผู้ที่เรียกว่าชาวเมืองนอกภาคเกษตรเข้าไว้ในเขตเมืองด้วย

เกณฑ์ทางด้านประวัติและความเป็นมาในอดีต
-สมัยก่อนตัวเมืองมักอยู่ในกำแพงเมือง ต่อมาจึงค่อยๆ แพร่ความเจริญออกไปนอกกำแพงเมือง

เกณฑทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
-โดยจะเน้นในด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยการลงไปในพื้นที่เพื่อดูวิถีชีวิตของชาวเมืองและชนบทที่แตกต่างกัน

เกณฑ์ผสมอื่นๆ
-มีประชากรอยู่ในที่ดินที่ใหญ่ไม่มากนัก
-ทิวทัศน์เป็นธรรมชาติมากกว่ามนุษย์สร้าง
-ขนาดแหล่งตั้งถิ่นฐานชนบทเล็กกว่าในเมือง
-ความหนาแน่นของชนบทเบาบาง
-บทบาททางสังคมของชาวชนบทมักเป็นอันหนึ่งอันเดียว
-ในชนบทไม่ค่อยมีการแบ่งชนชั้น
-การปรับตัวทางชนบทมีน้อย
-ชนบทให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน