-ที่ดิน(Land) หมายถึง ทรัพยากรที่มีลักษณะทางกายภาพซึ่งแสดงอยู่บนพื้นผิวโลก
-สำหรับมนุษย์ land เป็นที่ใช้ในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่างๆ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ Land เป็นปัจจัยในการผลิต
land มีอรรถประโยชน์ เช่นใช้ในการปลูกพืช การทำปศุสัตว์ ใช้ทำเหมืองแร่ แมเกระทั้งเปลี่ยนแปลงเป็นอาคารเพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม การค้าขาย การบริการ
ส่วนคำว่า property และ real estate หมายถึง การรวมกันของ land และ building ในพื้นที่หนึ่งๆ property or real estate = LAND + BUILDING
property magement อาจจะแปลว่า เป็นกิจกรรมใดๆที่นำเอาทรัพยากรที่ดิน(land resources) ไปใช้อย่างมีประโยชน์ โดยมีดังนี้
-การโอนกรรมสิทธิ์จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง (conveyance)
-การประเมินค่า property (valuation)
-การพัฒนา การปรับปรุง การจัดการและการดูแล property
-การสร้างและการติดตามนโยบายการวางแผนการใช้ที่ดิน
-การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
กระบวนการจัดการที่ดินนั้นสามารถทำได้บนฐานของขอบเขตที่ดินย่อยๆไปจนถึงระดับหน่วยจัดการในระดับภูมิภาค
-ขอบเขตย่อย (subdivision) สามารถกำหนดได้จากหลายๆเงื่อนไง เช่น สิทธิ์ในการใช้ประโยชน์หรือกรรมสิทธิ์ ของเขตควบคุมในการวางแผนงานต่างๆหรือนโยบายของรัฐ เป็นต้น
-แปลงที่ดิน(land parcel)เป็นขอบเขตย่อยที่ง่ายต่อการเข้าใจในฐานะที่เป็นหน่วยของที่ดินระดับย่อย ที่การจัดการที่ดินสามารถใช้ในการจัดการทั้งในลักษณะที่เป็นแปลงที่ดินส่วนบุคคลหรือมีเจ้าของเป็นกลุ่ม
-แม้ว่านักอสังหาริมทรัพย์จะพูดถึงlocation อยู่เสมอ แต่โดยความจริงแล้วก็ไม่สามารถวัดค่าหรือจัดการ locationได้จริงๆ
-ภูมิศาสตร์และGISช่วยให้การวัดค่าต่างๆของlocation เป็นจริงแล้วนอกจากนั้น ยังสามารถจัดการlocation ในการตัดสินใจเกี่ยวกับ real estate ได้อีกหลายทาง
-นักประเมินอสังหาริมทรัพย์ใช้GIS ในการประเมินได้ว่าตำแหน่งที่ตั้งมีผลต่อราคาอย่างไร
-นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ใช้GIS ในการจำแนกและสืบค้นข้อมูลการซื้อขาย การเช่า ราคา และรูปแบบของการครอบครองได้
-นักพัฒนาสามารถใช้GIS ในการวิเคราะห์รูปแบบการเจริญเติบโตของเมือง เพื่อจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่จะพัฒนาในอนาคต หรือเพื่อศึกษาในแนวทางการจัดการจราจร หรือด้านสิ่งแวดล้อม
-นักลงทุนใช้GISในการติดตามประสิทธิผลของproperty ในเมือง
-ผู้ปล่อยกู้ใช้GIS ในการติดตามหนี้เก่า ช่วยในการรับประกันเงินกู้รอบใหม่
-นักวิเคราะห์ตลาดใช้GISในการวิเคราะห์ข้อมูลประชากร เพื่อระบุพื้นที่การค้าที่เป็นไปได้ และใช้ในการประเมินรูปแบบการแข่งขันในเชิงพื้นที่
-นายหน้าซื้อขายที่อยู่อาศัยใช้GISในการเปรียบเทียบราคาของบ้านจากบ้านโดยรอบหรือพื้นที่ข้างเคียง
-นักวิเคราะห์สาขาร้านค้าปลีกใช้GIS ในการหาที่ตั้งของร้านใหม่ หรือใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของแหล่งกระจายสินค้า
buncha_geo27
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
หน่วยและขนาดของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
ถ้าหน่วยวัด วัดไปตามลักษณะการปกครอง จะได้หน่อยพื้นที่ซึ่งไม่ถูกต้องตามความจริง หน่วยวัดที่มีบทบาทหน้าที่ปรากฏในพื้นที่และสังคม ลักษณะการจัดการทางพื้นที่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบวัฒนธรรม ในเชิงปริมาณ ได้มีการคิดดัชนีชี้วัด เพื่อวิเคราะห์ลีกษณะการจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน
การจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน
นักภูมิศาสตร์ใช้เพื่อเปรียบเทียบหรือดูอิทธิพลของภูมิประเทศที่มีผลต่อการกระจายของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
ความต่อเนื่องของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
ประชากรเป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับสถานที่ จากประชากรมากสุดไปจนถึงน้อยสุด
1.กฎอันดับ-ขนาด (rank-size rule)
ความสัมพันธ์ระหว่างขนาด คือจำนวนประชากรของแหล่งตั้งถิ่นฐานและอันดับที่ของสถานที่นั้น เป็นปรากฎการณ์ที่เป็นจริง
-การกระจายแบบอันดับ-ขนาด จะมีลักษณะใกล้เคียงกับ lognormal distribution
-ถ้าแสดงแบบlogทั้ง2ข้างจะได้กราฟเส้นตรง
2.กฎแห่งเอกนคร (Law of primate city)
เห็นความต่อเนื่องของแหล่งตั้งถิ่นฐาน ส่วนมากไม่ได้เป็นไปตามกฎอันดับ-ขนาด เสมอไปโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน
สรุป
-การกระจายของแหล่งตั้งถิ่นฐานจะเข้าลักษณะกฎอันดับขนาดหรือเอกนครอย่างใดอย่างหนึ่ง
-แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของแหล่งตั้งถิ่นฐานและกลายเป็นแหล่งชุมชนเมือง
-กระจายความเจริญไปยังเมืองข้างเคียง
ศูนย์รวม(Node) คือ ชุมทางหรือจุดรวมบนระบบโครงข่ายการเคลื่อนไหวติดต่อของมนุษย์
รูปแบบการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
OUTLINE
-เกณฑ์ที่ใช้กำหนดชุมชนเมืองและชุมชนชนบท
-หน่วยและขนาดของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
-การจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน
-ความต่อเนื่องของแหล่งการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
-อิทธิพลที่มีต่อระบบการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
-สภาพภูมิหลังในกระบวนการพัฒนาการตั้งถิ่นฐาน
-ศูนย์รวมของแหล่งตั้งถิ่นฐานมนุษย์
-เกณฑ์ที่ใช้กำหนดชุมชนเมืองและชุมชนชนบท
-หน่วยและขนาดของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
-การจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน
-ความต่อเนื่องของแหล่งการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
-อิทธิพลที่มีต่อระบบการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
-สภาพภูมิหลังในกระบวนการพัฒนาการตั้งถิ่นฐาน
-ศูนย์รวมของแหล่งตั้งถิ่นฐานมนุษย์
เกณฑ์ที่ใช้กำหนด
การกำหนดว่า ชุมชนใดเป็นชุมชนเมือง หรือชุมชนชนบท ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในเชิงทฤษฏี ยังไม่มีข้อยุติอะไรที่เป็นสิ่งที่แบ่งชุมชนทั้งสองออกจากกัน
hamlet คือ กลุ่มอาคาร
village คือ ชนบท
town คือ บริเวณล้อมรอบด้วยกำแพง
จำนวนประชากรและความหนาแน่นเป็นเกณฑ์เชิงปริมาณ ใช้ตัวเลขในการประมาณแต่ละประเทศใช้เกณฑ์ไม่เหมือนกัน เวลาศึกษาอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาในเชิงเปรียบเทียบ
เกณฑ์ทางด้านการบริหาร
โดยสากล คือ บริเวณที่เป็นเมืองก็คือ บริเวณชุมชนหนาแน่น พื้นที่ที่เหลือก็จะถูกจัดให้เป็นชนบทไปโดยปริยาย
เกณฑ์ทางด้านบทบาทหน้าที่
-ในประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดขนาดนั้น อาจจะใช้เฉพาะอาชีพเป็นเกณฑ์เพิ่มเติมเท่านั้น
-ในอเมริกามีการเก็บข้อมูลผนวกเอาผู้ที่เรียกว่าชาวเมืองนอกภาคเกษตรเข้าไว้ในเขตเมืองด้วย
เกณฑ์ทางด้านประวัติและความเป็นมาในอดีต
-สมัยก่อนตัวเมืองมักอยู่ในกำแพงเมือง ต่อมาจึงค่อยๆ แพร่ความเจริญออกไปนอกกำแพงเมือง
เกณฑทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
-โดยจะเน้นในด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยการลงไปในพื้นที่เพื่อดูวิถีชีวิตของชาวเมืองและชนบทที่แตกต่างกัน
เกณฑ์ผสมอื่นๆ
-มีประชากรอยู่ในที่ดินที่ใหญ่ไม่มากนัก
-ทิวทัศน์เป็นธรรมชาติมากกว่ามนุษย์สร้าง
-ขนาดแหล่งตั้งถิ่นฐานชนบทเล็กกว่าในเมือง
-ความหนาแน่นของชนบทเบาบาง
-บทบาททางสังคมของชาวชนบทมักเป็นอันหนึ่งอันเดียว
-ในชนบทไม่ค่อยมีการแบ่งชนชั้น
-การปรับตัวทางชนบทมีน้อย
-ชนบทให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วิวัฒนาการและการตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย
วิวัฒนาการและการตั้งถิ่นฐานในไทย
ยุคของวิวัฒนาการของชุมชนในไทย
สู่ยุคแห่งผังเมืองสมัยใหม่
วิวัฒนาการและการตั้งถิ่นฐานในไทย
ประเทศไทยมีการตั้งถิ่นฐานเป็นเวลานานแล้วมีปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยทั่วไป คือ
สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แหล่งน้ำ แหล่งดิน และแหล่งทรัพยากร
การคมนาคมขนส่ง เช่น แม่น้ำ ถนน ทางรถไฟ ชุมทาง
ด้านเศรษฐกิจ เช่น เกษตรกรรม ธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม
ด้านสังคมวัฒนธรรม เช่น การป้องกันข้าศึก คติความเชื่อ ลัทธิและศาสนา
-การตั้งถิ่นฐานอาจจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค เช่น
ภาคเหนือตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบหุบเขา เช่น แอ่งเชียงใหม่ แอ่งลำพูน แอ่งแม่ฮ่องสอน
ภาคกลางตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกระจายตามแหล่งน้ำที่สำคัญ เช่น น้ำชี น้ำมูล
ภาคตะวันตกอาศัยตามลำน้ำแม่กลอง ท่าจีน
ภาคตะวันออกจะอยู่ในแนวเส้นทางคมนาคมและที่ราบชายฝั่งทะเล
ภาคใต้มักอาศัยตามแนวชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทย
ยุคของวิวัฒนาการของชุมชนในไทย
สู่ยุคแห่งผังเมืองสมัยใหม่
วิวัฒนาการและการตั้งถิ่นฐานในไทย
ประเทศไทยมีการตั้งถิ่นฐานเป็นเวลานานแล้วมีปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยทั่วไป คือ
สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แหล่งน้ำ แหล่งดิน และแหล่งทรัพยากร
การคมนาคมขนส่ง เช่น แม่น้ำ ถนน ทางรถไฟ ชุมทาง
ด้านเศรษฐกิจ เช่น เกษตรกรรม ธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม
ด้านสังคมวัฒนธรรม เช่น การป้องกันข้าศึก คติความเชื่อ ลัทธิและศาสนา
-การตั้งถิ่นฐานอาจจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค เช่น
ภาคเหนือตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบหุบเขา เช่น แอ่งเชียงใหม่ แอ่งลำพูน แอ่งแม่ฮ่องสอน
ภาคกลางตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกระจายตามแหล่งน้ำที่สำคัญ เช่น น้ำชี น้ำมูล
ภาคตะวันตกอาศัยตามลำน้ำแม่กลอง ท่าจีน
ภาคตะวันออกจะอยู่ในแนวเส้นทางคมนาคมและที่ราบชายฝั่งทะเล
ภาคใต้มักอาศัยตามแนวชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทย
วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ภูมิศาสตร์ที่อยู่อาศัยและการเคหะ
ประชากร : การตั้งถิ่นฐาน
*ประชากรและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
*การเพิ่มประชากรโลกและการกระจาย
*ประชากรเมือง
*การเพิ่มจำนวนของเมืองใหญ่
*ประชากรชนบท
*การย้ายถิ่นและการขยายตัวเขตชุมชนเมือง
ประชากรและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
-แหล่งตั้งถิ่นฐานทั้งขนาดใหญ่และเล็ก คือ ศูนย์รวมที่แสดงออกถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อม
-ในยุคนี้ ศูนย์รวมของการตั้งถิ่นฐานที่เรียกว่าเมืองกลายเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น
-การกลายเป็นเมืองและวิถีชีวิตแบบเมืองเฟื่องฟู
-สาเหตุประการหนึ่งก็คือ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกประการก็คือ การย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมือง
-และที่สำคัญที่สุดก็คือประชากรได้รวมตัวกันในบริเวณที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ เกิดเมืองใหญ่ชึ้นมาจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วไป
-จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม นำไปสู่ปัญหาใหม่ คือ การขยายตัวของความเป็นเมืองและการลดถอยของความเป็นชนบท
-โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังก้าวไปสู่ชีวิตแบบเมืองมากขึ้น
จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า จะมีการปรับตัวและการแก้ไขปัญหาที่จะตามมาอย่างไร
การเพิ่มประชากรโลกและการกระจาย
เมื่อประมาณ2000ปีที่ผ่านมาแล้ว ประชากรโลกมีเพียง300ล้านคน และต้องใช้เวลาถึง 1500ปีกว่าจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ตั้งแต่สมัยปฎิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปี 1750จนถึงศตวรรษที่20
ปี1900จากนั้นอัตราการเพิ่มได้เร่งจังหวัดเป็น2เท่าตัว คือร้อยละ 1.5 ต่อปีจนถึง 1950 และในอีก 35 ปี ต่อมาอัตราการเพิ่มกลับสูงขึ้น ร้อยละ1.9ต่อปีในปี1985 โลกมีประชากร4.8พันล้านคน
ประชากรเมือง
ในอดีตนั้นประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ประมาณกันว่าในปี ค.ศ.1800 ประชากรโลกเพียร้อยละ3อาศัยอยู่ในเมืองขนาด 5000คนขึ้นไป แต่สภาพของเมืองเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองปัจจุบันก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับชนบทมากนัก 50ปีต่อมา มีเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่มีระดับความเป็นเมืองโดยสมบูรณ์ ปี1985 ประชากรเมืองมีอยู่ราวๆร้อยละ47 ถ้าเรานำข้อมูลประชากรเมืองมาเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา
การเพิ่มจำนวนประชากรเมืองใหญ่
ปี1980 มีมหานครขนาดยักษ์(Megalopolis) ขยายต่อเนื่องกับเมืองเล็กๆและเป็นผืนเดียวกัน การขยายตัวของมหานครขนาดใหญ่ก่อให้เกิดรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่ผิดแผก นั่นคือประชากรของเขตเมืองหนึ่งล้นเลยเขตเมืองออกไป ต่อมาได้ถูกล้อมด้วยเมืองขนาดย่อมที่มีหน้าที่พิเศษต่างๆ เช่น
เมืองอุตสาหกรรม หรือเมืองที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบต่อการกระจายประชากรในชนบท พื้นที่ว่างของมหานครใหญ่ๆได้กลายเป็นที่ตั้งของเมืองขนาดย่อมเป็นจำนวนมาก โลกได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของเมือง จากเมืองที่มีประชากรเกินแสนคนเป็นตัวเมืองที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติ จนกระทั้งก้าวไปสู่ระบบเมืองที่มีประชากรรวมกันเกิน 50ล้านคน แหล่งการตั้งถิ่นฐานชุมชนเมืองมหึมา ย่อมนำไปสู่ปัญหาเรื่องการวางแผนและการบริหารพื้นที่ซับซ้อนขึ้นโดยประชากรเป็นตัวเร่งให้เมืองโตขึ้น
ประชากรชนบท
ทั่วโลกมีประชากรกระจายอยู่ตามชนบทแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์และปัจจัยอื่นๆและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าอัตราการเพิ่มจะต่ำลงกว่าประชากรเมืองก็ตาม ในประเทศอุสาหกรรมบางแห่งเริ่มไม่ค่อยมีความแตกต่างระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ การวางแผนด้านที่อยู่อาศัย การตั้งถิ่นฐานแบบนี้ไม่ได้มีการควบคุมหรือดูแล จึงเป็นพื้นที่ที่รองรับอุบัติภัยทางธรรมชาติ และปัจจัยหลักก็คือการย้ายถิ่นประชากรและการเลือกทำเลที่ตั้งมากขึ้น
สรุป ประชากรเป็นตัวเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเมืองซึ่งเป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยในอนาคต
*ประชากรและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
*การเพิ่มประชากรโลกและการกระจาย
*ประชากรเมือง
*การเพิ่มจำนวนของเมืองใหญ่
*ประชากรชนบท
*การย้ายถิ่นและการขยายตัวเขตชุมชนเมือง
ประชากรและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
-แหล่งตั้งถิ่นฐานทั้งขนาดใหญ่และเล็ก คือ ศูนย์รวมที่แสดงออกถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อม
-ในยุคนี้ ศูนย์รวมของการตั้งถิ่นฐานที่เรียกว่าเมืองกลายเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น
-การกลายเป็นเมืองและวิถีชีวิตแบบเมืองเฟื่องฟู
-สาเหตุประการหนึ่งก็คือ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกประการก็คือ การย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมือง
-และที่สำคัญที่สุดก็คือประชากรได้รวมตัวกันในบริเวณที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ เกิดเมืองใหญ่ชึ้นมาจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วไป
-จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม นำไปสู่ปัญหาใหม่ คือ การขยายตัวของความเป็นเมืองและการลดถอยของความเป็นชนบท
-โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังก้าวไปสู่ชีวิตแบบเมืองมากขึ้น
จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า จะมีการปรับตัวและการแก้ไขปัญหาที่จะตามมาอย่างไร
การเพิ่มประชากรโลกและการกระจาย
เมื่อประมาณ2000ปีที่ผ่านมาแล้ว ประชากรโลกมีเพียง300ล้านคน และต้องใช้เวลาถึง 1500ปีกว่าจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ตั้งแต่สมัยปฎิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปี 1750จนถึงศตวรรษที่20
ปี1900จากนั้นอัตราการเพิ่มได้เร่งจังหวัดเป็น2เท่าตัว คือร้อยละ 1.5 ต่อปีจนถึง 1950 และในอีก 35 ปี ต่อมาอัตราการเพิ่มกลับสูงขึ้น ร้อยละ1.9ต่อปีในปี1985 โลกมีประชากร4.8พันล้านคน
ประชากรเมือง
ในอดีตนั้นประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ประมาณกันว่าในปี ค.ศ.1800 ประชากรโลกเพียร้อยละ3อาศัยอยู่ในเมืองขนาด 5000คนขึ้นไป แต่สภาพของเมืองเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองปัจจุบันก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับชนบทมากนัก 50ปีต่อมา มีเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่มีระดับความเป็นเมืองโดยสมบูรณ์ ปี1985 ประชากรเมืองมีอยู่ราวๆร้อยละ47 ถ้าเรานำข้อมูลประชากรเมืองมาเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา
การเพิ่มจำนวนประชากรเมืองใหญ่
ปี1980 มีมหานครขนาดยักษ์(Megalopolis) ขยายต่อเนื่องกับเมืองเล็กๆและเป็นผืนเดียวกัน การขยายตัวของมหานครขนาดใหญ่ก่อให้เกิดรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่ผิดแผก นั่นคือประชากรของเขตเมืองหนึ่งล้นเลยเขตเมืองออกไป ต่อมาได้ถูกล้อมด้วยเมืองขนาดย่อมที่มีหน้าที่พิเศษต่างๆ เช่น
เมืองอุตสาหกรรม หรือเมืองที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบต่อการกระจายประชากรในชนบท พื้นที่ว่างของมหานครใหญ่ๆได้กลายเป็นที่ตั้งของเมืองขนาดย่อมเป็นจำนวนมาก โลกได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของเมือง จากเมืองที่มีประชากรเกินแสนคนเป็นตัวเมืองที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติ จนกระทั้งก้าวไปสู่ระบบเมืองที่มีประชากรรวมกันเกิน 50ล้านคน แหล่งการตั้งถิ่นฐานชุมชนเมืองมหึมา ย่อมนำไปสู่ปัญหาเรื่องการวางแผนและการบริหารพื้นที่ซับซ้อนขึ้นโดยประชากรเป็นตัวเร่งให้เมืองโตขึ้น
ประชากรชนบท
ทั่วโลกมีประชากรกระจายอยู่ตามชนบทแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์และปัจจัยอื่นๆและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าอัตราการเพิ่มจะต่ำลงกว่าประชากรเมืองก็ตาม ในประเทศอุสาหกรรมบางแห่งเริ่มไม่ค่อยมีความแตกต่างระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ การวางแผนด้านที่อยู่อาศัย การตั้งถิ่นฐานแบบนี้ไม่ได้มีการควบคุมหรือดูแล จึงเป็นพื้นที่ที่รองรับอุบัติภัยทางธรรมชาติ และปัจจัยหลักก็คือการย้ายถิ่นประชากรและการเลือกทำเลที่ตั้งมากขึ้น
สรุป ประชากรเป็นตัวเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเมืองซึ่งเป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยในอนาคต
วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ภูมิศาสตร์ที่อยู่อาศัยและการเคหะ
จริงๆแล้ววิชานี้ก็คือ วิชาภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน วิชานี้จะพูดรวมเอาแนวคิดการตังถิ่นฐานและการคิดวิเคราะห์ด้านการเคหะมาเป็นส่วนหนึ่งจะคล้ายๆกับภูมิศาสตร์เมืองนั่นเอง
การตั้งถิ่นฐานมนุษย์ ความหมาย และขอบเขต
การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ (Human settlement) เป็นการปรับแปลงspaceเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยใช้วิทยาศาสตร์และวิทยาการเข้าช่วยโดยการปรับเปลี่ยนวิถีชนบทให้เป็นชีวิตในเมืองมากขึ้น เช่น พื้นที่บริเวณ ม.นเรศวรมีการเปลี่ยนแปลงโดยมี ม.นเรศวรเป็นศูนย์กลาง โดยบริเวณรอบๆจะเปลี่ยนแปลงจากการทำนามาเป็นการประกอบอาชีพการค้าและการบริการแทน
หน่วยของการตั้งถิ่นฐาน เป็นการจัดการพื้นที่ของมนุษย์ในรูปของอาคารบ้านเรือน ถนน และการใช้ที่ดิน รวมถึงผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อมด้วย
จำนวนประชากร การเข้าครอบครองพื้นที่ตั้งแต่1คนขึ้นไป เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นรูปแบบก็จะขยายใหญ่ขึ้น เช่น หมู่บ้านเป็นตำบล เป็นต้น และซับซ้อนมากขึ้นด้วย
การตั้งถิ่นฐานประกอบด้วยระบบย่อย หรือองค์ประกอบย่อย
-มนุษย์ในฐานะเป็นบุคคล
-สังคม คือ ระบบปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
-โครงสร้างคือสิ่งก่อสร้างทุกรูปแบบ
-โครงข่าย คือ ระบบถนนหนทางและการคมนาคมติดต่อ
สรุป คือ ยุคแรกๆคือ การครอบครองพื้นที่มนุษย์ โดยต่อมาจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
การตั้งถิ่นฐานมนุษย์ ความหมาย และขอบเขต
การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ (Human settlement) เป็นการปรับแปลงspaceเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยใช้วิทยาศาสตร์และวิทยาการเข้าช่วยโดยการปรับเปลี่ยนวิถีชนบทให้เป็นชีวิตในเมืองมากขึ้น เช่น พื้นที่บริเวณ ม.นเรศวรมีการเปลี่ยนแปลงโดยมี ม.นเรศวรเป็นศูนย์กลาง โดยบริเวณรอบๆจะเปลี่ยนแปลงจากการทำนามาเป็นการประกอบอาชีพการค้าและการบริการแทน
หน่วยของการตั้งถิ่นฐาน เป็นการจัดการพื้นที่ของมนุษย์ในรูปของอาคารบ้านเรือน ถนน และการใช้ที่ดิน รวมถึงผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อมด้วย
จำนวนประชากร การเข้าครอบครองพื้นที่ตั้งแต่1คนขึ้นไป เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นรูปแบบก็จะขยายใหญ่ขึ้น เช่น หมู่บ้านเป็นตำบล เป็นต้น และซับซ้อนมากขึ้นด้วย
การตั้งถิ่นฐานประกอบด้วยระบบย่อย หรือองค์ประกอบย่อย
-มนุษย์ในฐานะเป็นบุคคล
-สังคม คือ ระบบปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
-โครงสร้างคือสิ่งก่อสร้างทุกรูปแบบ
-โครงข่าย คือ ระบบถนนหนทางและการคมนาคมติดต่อ
สรุป คือ ยุคแรกๆคือ การครอบครองพื้นที่มนุษย์ โดยต่อมาจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
สรุปผลฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม
กลุ่มเอ
- สเปอร์ส (อังกฤษ) ชนะ อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) 3-1
- แวร์เดอร์ เบรเมน (เยอรมัน) แพ้ ทเวนเต้ (ฮอลแลนด์) 0-2
กลุ่มบี
- ฮาโปเอล เทลอาวีฟ (อิสราเอล) เสมอ ชาลเก้ 04 (เยอรมัน) 0-0
- เบนฟิก้า (โปรตุเกส) ชนะ ลียง (ฝรั่งเศส) 4-3
กลุ่มซี
- บูร์ซาสปอร์ (ตุรกี) แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) 0-3
- บาเลนเซีย (สเปน) ชนะ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส (สกอตแลนด์) 3-0
กลุ่มดี
- รูบิน คาซาน (รัสเซีย) เสมอ พานาธิไนกอส (กรีซ) 0-0
- เอฟซี โคเปนเฮเก้น (เดนมาร์ก) เสมอ บาร์เซโลน่า (สเปน) 1-1
- สเปอร์ส (อังกฤษ) ชนะ อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) 3-1
- แวร์เดอร์ เบรเมน (เยอรมัน) แพ้ ทเวนเต้ (ฮอลแลนด์) 0-2
กลุ่มบี
- ฮาโปเอล เทลอาวีฟ (อิสราเอล) เสมอ ชาลเก้ 04 (เยอรมัน) 0-0
- เบนฟิก้า (โปรตุเกส) ชนะ ลียง (ฝรั่งเศส) 4-3
กลุ่มซี
- บูร์ซาสปอร์ (ตุรกี) แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) 0-3
- บาเลนเซีย (สเปน) ชนะ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส (สกอตแลนด์) 3-0
กลุ่มดี
- รูบิน คาซาน (รัสเซีย) เสมอ พานาธิไนกอส (กรีซ) 0-0
- เอฟซี โคเปนเฮเก้น (เดนมาร์ก) เสมอ บาร์เซโลน่า (สเปน) 1-1
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)